เมื่อสิ่งของเป็นตัวแทนที่โอบกอดตัวเองในวันที่โดดเดี่ยว

การโอบกอดตัวเองได้แม้ในวันที่โดดเดี่ยว
คือ พลังความเข้มแข็งที่ทำให้ผ่านทุกเรื่องในชีวิตไปได้

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะที่เป็นกระแสไวรัลถึงแม้จะต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความโดดเดี่ยวทางจิตใจ แต่พันช์คุงก็มีตุ๊กตาลิง เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่จะทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ทุกชีวิตย่อมต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเช่นกัน

ใครเคยรู้สึกโดดเดี่ยวในวันที่มีคนรอบข้างเต็มไปหมดไหมคะ?

เราเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเผชิญกับความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายในระยะยาวด้วยค่ะ

จากการวิจัยของเรื่องวิกฤตการณ์การแยกตัวทางสังคมทั่วโลก พบว่าคนที่ตอบแบบสอบถามกว่า 58% รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คน โดยกลุ่มคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวมากที่สุด จะอยู่ในช่วงอายุ 16 – 24 ปี สาเหตุมาจากการที่คนในสังคมใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนัก การถูกกลั่นแกล้ง การอยู่ห่างไกลจากครอบครัว เพื่อน หรือการรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสิ่งของจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความรู้สึกที่โอบกอดหัวใจของใครบางคนไว้

หากทุกคนลองสังเกตดูจะเห็นว่าเด็กจำนวนไม่น้อย จะมีสิ่งของชิ้นโปรดติดตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา ผ้าเน่า หรือหมอนใบโปรด ที่ใครบางคนมีไว้เพื่ออุ่นใจ สิ่งของเหล่านี้แทนความผูกพันทางใจให้หัวใจรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่มีใครเคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมสิ่งของบางอย่างถึงเป็นตัวแทนที่ทำให้หัวใจอบอุ่นได้กันนะ?

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนมาหาคำตอบว่าทำไมสิ่งของบางอย่างถึงเป็นตัวแทนโอบกอดจิตใจในเวลาที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวได้กันค่ะ

Mental Health
เมื่อสิ่งของทดแทนความรู้สึกโดดเดี่ยวภายในจิตใจ

ทุกคนสังเกตไหมว่าโดยส่วนมากเด็กเล็ก เมื่อแยกออกจากแม่หรือเวลาที่ต้องนอน จะมีของติดตัวที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ และอาจอยู่ติดตัวมาจนโต เช่น ตุ๊กตา ผ้าห่ม ผ้าเน่า หมอน ฯลฯ

หากถามว่าทำไมคนและสัตว์ต้องมีสิ่งของติดตัวที่รู้สึกผูกพัน จากแนวคิดเกี่ยวกับ เรื่อง Transitional Objects and Transitional Phenomena หรือแนวคิด “วัตถุของการเปลี่ยนผ่าน” โดย Donald Winnicott ซึ่งเป็น กุมารแพทย์และนักจิตวิเคราะห์ชาวอังกฤษ งานวิจัยนี้ได้ถูกตีพิมพ์ลงวารสาร International Journal of Psycho-Analysis พบว่าการมีสิ่งของติดตัวจะทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนกับที่เรามีแม่อยู่ด้วย เราจึงรู้สึกผูกพันกับสิ่งของเหล่านั้น สิ่งของจึงเป็นตัวแทนความรัก ความอบอุ่น เป็นที่พึ่งพิงทางอารมณ์ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยว และเป็นเพื่อนคลายเหงาที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ

อาจกล่าวได้ว่าเด็กจะรู้สึกว่าแม่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง แต่เมื่อในวันที่ไม่มีใคร ไม่ว่าคนหรือสัตว์ มักจะหาสิ่งทดแทนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นที่สุด เช่น ผ้าหรือตุ๊กตานุ่มๆ ที่ให้รู้สึกถึงการสัมผัส การกอด คล้ายกับการได้สัมผัสจากร่างกาย เหมือนมีแม่มาคอยอยู่ใกล้ๆ ซึ่งจะทำให้ลดความโดดเดี่ยวภายในจิตใจ ทำให้รู้สึกเหมือนถูกโอบกอด สร้างความเข้มแข็งและก้าวผ่านความโดดเดี่ยวไปได้

นอกจากนี้ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งของเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสิ่งยึดเหนี่ยวอื่นด้วย เช่น งานศิลปะ บุคคลที่ชอบ ศาสนา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คลายความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ใช่แค่เด็กที่ใช้สิ่งของเป็นตัวแทนความของรู้สึกอบอุ่นใจเท่านั้น แต่ทุกวัยก็สามารถมีสิ่งของหรือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้เช่นกัน

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า การที่มนุษย์หรือสัตว์มีสิ่งของที่เป็นตัวแทนความอบอุ่นทางใจสามารถทำให้พวกเขาก้าวผ่านความโดดเดี่ยว และรู้สึกถึงความอบอุ่น แม้จะต้องอยู่คนเดียวก็ตาม แต่ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งในทุกวันค่ะ

การมี “สิ่งยึดเหนี่ยว” คือการเติมพลังในหัวใจตัวเอง

การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจแม้ในวันที่โดดเดี่ยว เป็นพลังที่ดีที่ทำให้เรามีแรงลุกขึ้นสู้และใช้ชีวิตต่อไป สิ่งยึดเหนี่ยวในที่นี้ นอกจากสิ่งของ ยังรวมถึงเพลงที่ชอบ ศิลปินที่รัก การดูหนังเรื่องโปรด หรือสิ่งที่ช่วยเยียวยาหัวใจของเราได้

“การที่เรามีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ได้แปลว่าหัวใจของเราอ่อนแอ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึง พลังของการโอบกอดตัวเองได้ แม้ในวันที่เราไม่มีใครก็ตาม”

วิธีการโอบกอดตัวเองเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยว

1. หาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือสิ่งที่ตัวเองชอบ จะทำให้เรามีความสุขและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตในวันต่อไป
2. ใช้เวลาไปกับการดูแลตนเอง เช่น เติมความรู้ให้กับตัวเอง ลงคอร์สเรียนเพิ่ม ทำให้ตัวเองดูดีขึ้น หรือการออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง
3. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ ช่วยลดความโดดเดี่ยวภายในจิตใจได้ ทำให้รู้สึกอารมณ์ดี และอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุข เช่น วาดรูป เล่นดนตรี ฯลฯ

ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว เราอาจจะหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
เพื่อให้เราก้าวผ่านความทุกข์ไปได้และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


แหล่งที่มาของข้อมูล

• Beiersdorf Global
• Winnicott Transitional

CONTRIBUTOR

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้